Marriott

Only available on StudyMode
  • Download(s) : 279
  • Published : October 24, 2010
Open Document
Text Preview
Marriott Corporation : The Cost of Capital( Abridged)
(บริษัท Marriott : ต้นทุนของเงินทุน (สรุป)       ในเดือนเมษายน 1988 Dan Cohrs รองประธานของโครงการการเงินที่บริษัท Marriott  ได้มีการเตรียมตัวแนะนำรายปีสำหรับ Hurdle rates(อัตราส่วนลด)ของแต่ละแผนก 3 แผนก โครงการการลงทุนแต่ละจะถูกคัดเลือกโดยอัตราส่วนลดที่เหมาะสมของ

แต่ละแผนก
      ในปี 1987 Marriott มียอดขายเติบโต 24 % ละ ROE มียอดขาย 22% และรายได้ต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเมื่อ4ปีก่อน และกลยุทธ์การดำเนินการมีเป้าหมายตามแนวโน้มนี้ต่อไป รายงานประจำปี 1987 ของ Marriott มีดังนี้       พวกเราตั้งใจว่าบริษัทยังคงเป็นผู้นำการเจริญเติบโต หมายความว่าจะมีโอกาสที่จะพัฒนาสายธุรกิจของบริษัทที่เลือกขึ้น

ดังต่อไปนี้  คือ ห้องเช่า,สัญญาการบริการและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ในแต่ละพื้นที่เป้าหมายของเราจะเป็นนายจ้างที่น่าชื่นชม(เป็นผู้ให้ที่ดี)และเป็นบริษัทที่มีกำไรมากที่สุด       Cohrs รู้ว่า อัตราส่วนลดแต่ละแผนกที่ Marriott มีผลกระทบที่สำคัญต่อกลยุทธ์การเงินและการดำเนินการ เป็นกฎหัวแม่มือ(กฎเก่าๆ) อัตราส่วนลดได้เพิ่มขึ้น 1% (ตัวอย่าง จาก 12%เป็น12.12%)ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเข้าลดลง 1%  เพราะต้นทุนยังคงคงที่ มูลค่ากระแสเงินสดเข้าได้แปลงเป็น  NPV ของโครงการ ตัวเลขที่แสดงผลกระทบของอัตราส่วนลดต่อ NPV โครงการ ถ้าอัตราส่วนลดเพิ่มขึ้น Marriott ก็จะเติบโตน้อยลง ผลกำไรของโครงการไม่สามารถเกินอัตราส่วนลดได้ ในทางกลับกันถ้าอัตราส่วนลดลดลง Marriott ก็จะเติบโตเร็ว       Marriott ตัดสินใจที่จะใช้อัตราส่วนลดเป็นตัวกำหนดค่าชดเชย ค่าความชดเชยรายปีเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยทั้งหมด อยู่ในช่วง 30%-50% ของพื้นฐานในการจ่าย หลักการจ่ายโบนัสขึ้นอยู่กับคุณสมบัติหน้าที่การรับผิดชอบงาน แต่บ่อยครั้งประกอบด้วย ระดับรายได้ ความสามารถของผู้จัดการในการจัดการงบประมาณและดูผลงานทั้งหมดขอ

งบริษัทและบางสิ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ในส่วนพื้นฐานการกำหนดค่าชดเชย จะเปรียบเทียบ return on net assets ของแต่ละแผนกและ อัตราส่วนลดทางการตลาดของแต่ละแผนก   การวางแผนค่าชดเชยจะสะท้อนถึงอัตราส่วนลด ทำให้ผู้จัดการมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะใช้กลยุทธ์การเงินและตลาด

เงินทุนของ Marriott 

เบื้องหลังบริษัท
      บริษัท Marriott เริ่มปี 1927 โดย J.Willard Marriott’s เป็นผู้ก่อตั้ง 60 ปีหลังจากนั้น ธุรกิจได้เจริญเติบโตเป็นผู้นำทางด้านห้องพักและการให้บริการอา

หารในประเทศอังกฤษ   ในปี 1987 Marriott มีกำไร 223 ล้านดอลล์ มียอดขาย 6.5 พันล้านดอลล์  ตามตารางที่ 1 ที่รวมประวัติการเงินของ Marriott       Marriott มี 3 ธุรกิจหลักๆ คือ ห้องพัก สัญญาการให้บริการ และภัตตาคาร ตามตารางที่ 2 ได้รวมข้อมูลของธุรกิจ ห้องพักประกอบด้วย โรงแรม 361 แห่ง มีห้องทั้งหมดมากกว่า 100,000 ห้อง โดยโรงแรมมีการบริการแบบเต็มรูปแบบ คุณภาพสูง และแบ่งระดับห้องปานกลาง ระดับห้องทั่วไป มียอดขาย 41% และ กำไร 51%       สัญญาการบริการได้มีเงื่อนไขว่า ต้องบริการด้านอาหารให้กับสถาบันการดูแลและสถาบันการศึกษาและบร

ิษัทต่างๆ และได้จัดเตรียมอาหารให้สายการบินผ่านบริษัท Marriott In-Flite Service and Host International operation สัญญาการบริการ มียอดขาย 46% และกำไร 33%       ร้านอาหาร Marriott ประกอบด้วย Bob’s Big Boy , Roy Rogers, Hot Shoppes Restaurants มียอดขาย 13% และกำไร 16%   

กลยุทธ์ทางการเงิน
      กลยุทธ์ทางการเงินของ Marriott มีองค์ประกอบ 4 ข้อ ดังนี้ o การจัดการมากกว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรม o การลงทุนในโครงการเพื่อเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น o ใช้การก่อหนี้ให้เหมาะสมโครงสร้างทุน o การซื้อคืนหุ้นที่มูลค่าต่ำ การจัดการมากกว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรม       ในปี 1987 Marriott ได้ทำการพัฒนาไปมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐของทรัพย์สินของโรงแรม ทำให้ Marriott  เป็น 1 ใน 10 ของผู้ค้ารายใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ ด้านการพัฒนาอสังหาฯอย่างเต็มตัว Marriott แสดงตัวเข้า ตลาด  โดยการวางแผนการพัฒนา ออกแบบโครงการ และประมาณการมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับ       หลังจากทำการพัฒนา บริษัทได้ขายสินทรัพย์ในส่วนของโรงแรมให้กับหุ้นส่วนในจำนวนที่

จำกัด เพื่อคงรักษาไว้ซึ่งการควบคุมการปฏิบัติงานทั่วไปของหุ้นส่วนภา

ยใต้สัญญาการบริหารจัดการในระยะยาว โดยการจัดการมีค่าธรรมเนียม 3% ของรายได้บวกเพิ่มอีก 20% ของกำไรก่อนหักค่าเสื่อมและดอกเบี้ย(ค่าบริการหนี้สิน) ซึ่งอัตรา 3% ของรายได้นี้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงแรม  Marriott  และคิด 20% ของกำไรก่อนค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย...
tracking img