Shangri-La

Only available on StudyMode
  • Download(s) : 337
  • Published : August 8, 2010
Open Document
Text Preview
โรงแรม Shangri-La

ในเดือนพฤศจิกายน 2006 Symon Bridle หัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการคนใหม่ของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ

Shangri-La ได้ตรวจสอบความคืบหน้าของบริษัทแม่ในฮ่องกง ซึ่งได้ดำเนินการมา 10 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการเติบโตจากธุรกิจที่มุ่งเน้นระดับภูมิภาคไปสู่กลุ่มโรง

แรมหรูระดับนานาชาติที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยพนักงานจำนวน 18,400 คน โรงแรมจำนวน 50 แห่ง และรายได้ 842 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือ Shangri-La เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมหรู บริษัทมีการเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพ

ิ่มขึ้นสำหรับโรงแรมหรูและรีสอร์ทในเอเชีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ Bridle เป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสัญลักษณ์มาตรฐานของการต้อนรับที่

Shangri-La โดยมีรูปแบบการให้บริการตามแบบโรงแรมเอเชียดั้งเดิม ซึ่งมีการขยายตัวในระหว่างนี้

สำหรับสองสัปดาห์ที่ผ่านมา Bridle และทีมงานผู้จัดการระดับสูงของเขา ได้พิจารณาถึงจำนวนประเด็นปัญหาขององค์กรที่มีความท้าทายต่อกลย

ุทธ์การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Shangri-La ซึ่งมีสามประเด็นสำคัญ คือ 1. การขยายบริษัทไปยังประเทศที่มีค่าจ้างสูงในยุโรปและอเมริกาเหนื


2. การขยายบริษัทไปยังประเทศจีน ประเทศที่พนักงานไม่เคยมีอำนาจในการตัดสินใจ และ 3. ผู้ค้ารายใหม่ในตลาดโรงแรมของจีนมีการแย่งตัวพนักงานของ Shangri-La และเพิ่มค่าจ้างขึ้นในตลาดค่าจ้างต่ำ

Bridle ได้ชั่งใจถึงทุกปัญหาเหล่านี้ เขาสงสัยว่าเขาควรทำอย่างไรต่อไป "คุณจะเชื่อมต่อแบรนด์ของคุณภายใต้ตลาดแรงงานที่ฝืดเคืองและสภาว

ะความกดดันนี้อย่างไร” เขาไตร่ตรอง

ประวัติความเป็นมาของบริษัท
โรงแรมและรีสอร์ทในเครือ Shangri-La ซึ่งเป็นเครือโรงแรมหรูในเอเชีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 ที่ประเทศสิงคโปร์โดย Robert Kuok ผู้ประกอบการลูกครึ่งมาเลเซีย-จีน ซึ่งได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับชื่อ “Shangri-La” จากนวนิยายที่เล่าต่อกันมาของนักเขียนชาวอังกฤษ James Hilton เรื่อง Lost Horizon ซึ่งหมายถึง ความเยาว์วัยไม่มีที่สิ้นสุด สันติภาพและความราบรื่น จึงได้ทำการสร้างความสงบเป็นส่วนตัวและบริการให้เป็นรูปเป็นร่า

งขึ้น เพื่อเป็นเครือโรงแรมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก

โรงแรมแห่งแรกในสิงคโปร์ บริษัทได้สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งขันอย่างรวดเร็ว และจัดมาตรฐานของการต้อนรับและบริการที่เป็นเอกลักษณ์ของเอเชีย

ภายในระยะเวลา 10 ปี Shangri-La บริษัทแม่ในฮ่องกงได้สร้างชื่อเสียงในระดับโลกและเป็นหนึ่งในบร

ิษัทที่มีการบริหารจัดการโรงแรมดีที่สุด ได้รับรางวัลระดับนานาชาติและเป็นที่ยอมรับจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่

มีเกียรติและคู่ค้าในอุตสาหกรรม "Best Business Hotel Chain in Asia Pacific" โดย Business Traveler (ประเทศอังกฤษและเยอรมนี) และ "Best Hotel Chain" โดย Chinese Hurun Report (ประเทศจีน)

ในปี 2006 Shangri-La มีกลุ่มธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม: เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการโรงแรม, พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง อาคารพาณิชย์และอพาร์ทเมนต์ที่เปิดให้บริการ, ให้บริการบริหารจัดการโรงแรมแก่กลุ่มเจ้าของโรงแรมและบุคคลที่ส

าม, และสปา

ประวัติการเติบโต
ก่อนปี 1980 Shangri-La ผ่านช่วงของการขยายกิจการในเอเชียและสร้างกว่า 29 โรงแรมในกว่า 10 ปี ห่วงโซ่ของโรงแรมยังเจริญรุ่งเรืองต่อไปถึงปี 1990 พร้อมๆ กับเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองของเอเชีย ในปี 1999 Shangri-La มีโรงแรมรวมทั้งสิ้น 35 แห่ง และรีสอร์ทที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปที่สุดในเอเชีย ในปีหลังจากนั้นบริษัทยังคงเติบโตต่อไป การหาแหล่งเงินทุนสำหรับขยายกิจการ (กิจการย่อยของ Shangri-La ในหลายๆ ประเทศ รวมถึงมาเลเซียและไทย) จะหาจากภายในองค์กรและจากตลาดหลักทรัพย์ท้องถิ่นระหว่างปี 1982 ถึง 2002 ภายใต้ Shangri-La เอเชีย

ก่อนปี 2000 Shangri-La เริ่มขยายกิจการเข้าสู่ตลาดเอเชีย ทั้งจัดการสัญญาและเป็นเจ้าของ/ตัวแทนในการพัฒนา Shangri-La ดูไบ เปิดในปี 2003 หลังจากนั้นไม่กี่ปี ตามด้วยโรงแรม Traders Hotel Dubai และ Shangri-La & Spa Resort ใน Muscat ประเทศโอมาน โอกาสที่คว้ามาใน ซิดนี่ย์ ปี 2003 และ ครานส์ ปี 2004 ในออสเตรเลีย เมื่อเซ็นสัญญาสำหรับสินทรัพย์ในอเมริกาเหนือ (แวนคูเวอร์, ชิคาร์โก, ลาสเวกัส, โตรอนโต, ไมอามี่, นิวยอร์ค) และยุโรป (ลอนดอน, ปารีส, เวียนนา)

ในปี 2006 Shangri-La กลายเป็นกลุ่มโรงแรมที่หรูหราที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉี

ยงใต้ บริษัทแบ่งจัดการโรงแรมทั้งหมด 50 แห่งออกเป็น 2 แบรนด์ คือ five-star Shangri-La และ four-star Traders (แบรนด์น้องใหม่เกิดขึ้นในปี 1989 เพื่อส่งมอบคุณค่าระดับสูง รายได้ระดับกลางที่มีคุณภาพ แก่นักธุรกิจที่นิยมการท่องเที่ยว) กับจำนวนห้องกว่า...
tracking img