Marriott Translate in Thai Parti

Only available on StudyMode
  • Download(s) : 434
  • Published : October 20, 2010
Open Document
Text Preview
ในเดือนเมษายนปี 1998 Dan Cohrs รองประธานฝ่ายการเงินของ Marriott Corporation ได้จัดทำคู่มือคำแนะนำของเขาเกี่ยวกับอัตราลงทุนขั้นต่ำของหน่ว

ยงานทั้งสามของบริษัท โครงการลงทุนที่ Marriott เลือกทำโดยการลดกระแสเงินสดลงอย่างเหมาะสมโดยมีอัตราลงทุนขั้นต

่ำที่เหมาะสมสำหรับแต่ละแผนก

ในปี 1987 ยอดขายของ Marriott ขยายตัว 24% และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 22% ยอดขายและกำไรต่อหุ้นก็เพิ่มขึ้นสองเท่าจาก 4 ปี ก่อนหน้านี้ และกลยุทธ์การดำเนินงานก็มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการต่อไปแนว

โน้มนี้ โดยรายงานประจำปี 1987 ของ Marriott รายงานว่า:

“เราตั้งใจจะรักษาการเติบโตของบริษัทชั้นนำ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างจริงจังในโอกาสที่เหมาะสมในสายของธุรก

ิจ, บริการทำสัญญา, และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ในแต่ละสายงานเหล่านี้ เป้าหมายของเราคือการเป็นผู้ประกอบการที่เป็นที่ต้องการ เป็นผู้ให้บริการที่เป็นที่ต้องการและเป็นบริษัทที่มีกำไรสูงสุ

ด”

Cohr ยอมรับว่าอัตราลงทุนขั้นต่ำของแผนกของ Marriott จะมีผลกระทบอย่างมากต่อกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงานของบริ

ษัท ตามกฎของหัวแม่มือนั้น การเพิ่มอัตราการเติบโต 1% (เช่นจาก% 12 - 12.12%) จะลดมูลค่าปัจจุบันของโครงการลง 1% เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยประมาณยังคงที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อกระแสเงินเข้า, แปลเปลี่ยนเป็นเป็นการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครง

การ หากอัตราลงทุนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอัตราการเจริญเติบโตของ Mariott จะลดลง เนื่องจากโครงการไม่สามารถทำกำไรให้ถึงอัตราการลงทุนขั้นต่ำได้

 ในทางกลับกันถ้าอัตราการลงทุนขั้นต่ำลดลงการเติบโตของ Marriott จะเพิ่มมากขึ้น

Marriott ยังพิจารณาอัตราการลงทุนขั้นต่ำในการกำหนดค่าตอบแทนจูงใจอีกด้ว

ย โดยค่าแรงจูงใจรายปี จะเป็นส่วนสำคัญของค่าตอบแทนรวมทั้งหมดตั้งแต่ 30% ถึง 50% ของฐานเงินเดือน หลักเกณฑ์การให้โบนัสจะขึ้นอยู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบของงานน

ั้นๆ รวมไปถึงระดับรายได้ ความสามารถของผู้จัดการในการใช้งบประมาณและผลการปฏิบัติงานของอ

งค์กรโดยรวม แต่ก็ยังมีสิ่งน่าสนใจบางอย่างคือ ค่าแรงจูงใจจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างอัตราผลตอบแ

ทนจากสินทรัพย์สุทธิและอัตราการลงทุนขั้นต่ำของแผนกตามตลาด แผนการจ่ายผลตอบแทนจะสะท้อนถึงอัตราการการลงทุนขั้นต่ำทำให้ผู้

บริหารมีความไวต่อกลยุทธ์ทางการเงิน ของ Marriott และภาวะของตลาดทุน

ประวัติบริษัท

Marriott Corporation เริ่มก่อตั้งในปี 1927 โดย J. Willard Marriott   และ 60 ปีต่อมาก็ได้กลายเป็นหนึ่งของอสังหาริมทรัพย์และบริษัทให้บริกา

รด้านอาหารชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลกำไรในปี 1987 ของ Marriott อยู่ที่ 223 ล้านดอลลาร์ ยอดขายอยู่ที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยตารางที่ 1 แสดงประวัติทางการเงินของ Marriott

Marriott มี 3 สายธุรกิจได้แก่ ที่พัก, บริการทำสัญญาและร้านอาหาร ดดยตารางที่2 แสดงข้อมูลสายธุรกิจ - ของ การดำเนินงานเกี่ยวกับที่พักได้แก่ โรงแรม 361 แห่งซึ่งมีมากกว่า 100,000 ห้องพัก โดยการบริการของโรงแรมจะมีตั้งแต่การบริการเต็มรูปแบบ, โรงแรม Marriott คุณภาพและห้องสวีทในราคาปานกลาง โดยธุรกิจที่พักมียอดขายถึง 41% และ กำไร 51% ของยอดขายและกำไรทั้งหมดในปี 1987

บริการด้านสัญญาให้บริการจัดหาอาหารและการจัดการการบริการให้กั

บสถาบันด้านการดูแลสุขภาพและการศึกษาและองค์กร นอกจากนี้ยังให้บริการอาหารของสายการบินผ่าน Marriott In –Flite และการเป็นเจ้าภาพในดำเนินงานระหว่างประเทศ บริการเหล่านี้ทำรายได้ 46% ของยอดขายและทำกำไร 33% ของยอดขายและกำไรทั้งหมดในปี 1987

ซึ่งร้านอาหารของ Marriott ได้แก่ Bob’s Big Boy, Roy Rogers, and Hot Shoppes โดยร้านอาหารเหล่านี้ทำรายได้ 13% ของยอดขายและทำกำไร 16% ของยอดขายและกำไรทั้งหมดในปี 1987

กลยุทธ์ด้านการเงิน

องค์ประกอบที่สำคัญ 4 อย่างของยุทธศาสตร์ทางการเงินของแมริออทคือ จัดการแทนที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรม การลงทุนในโครงการที่เพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการชำระหนี้ในโครงสร้างเงินทุน ซื้อคืนหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า

จัดการแทนที่จะเป็นเจ้าของสินทรัพย์โรงแรม

ในปี 1987 Marriottได้พัฒนาสินทรัพย์โรงแรมมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็น 1ใน 10 บริษัทที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

อเมริกา ด้วยกระบวนการพัฒนาครบวงจร Marriott ได้เจาะจงตลาด, สร้างแผนการพัฒนาโครงการ, ออกแบบโครงการและประเมิณผลกำไรที่จะเกิดขึ้น

หลังจากพัฒนาแล้ว บริษัทก็ขายสินทรัพย์โรงแรมในขณะที่ยังรักษาการควบคุมการดำเนิน

งานในฐานะเป็นหุ้นส่วนทั่วไปภายใต้สัญญาการจัดการระยะยาว ค่าธรรมเนียมการจัดการโดยปกติจะเท่ากับ 3% ของรายได้รวมกับ 20%...
tracking img